เมื่อนึกถึงคำว่า “เล่น” ของเด็ก ในมุมมองของผู้ใหญ่มักจะคิดถึงการเล่นที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น เล่นวิดีโอเกม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การเล่นของเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองควรปล่อยผ่าน แต่ควรใส่ใจว่าเด็กต้องการอะไร เล่นเพื่ออะไร และที่สำคัญ เด็กได้อะไรจากการเล่น

ทั้งนี้ การเลี้ยงลูก การสอนลูก และการเล่นกับลูก เป็นสิ่งที่ไม่มีตำราไหนบอกวิธีการเอาไว้อย่างชัดเจน รูปแบบของการเลี้ยงลูกมักจะขึ้นกับประสบการณ์ของพ่อแม่แต่ละคน ซึ่งไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ดังที่ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแบบติดตลกเอาไว้ว่า “ถ้าเลี้ยงแล้วไม่ตาย ก็แปลว่าเลี้ยงเป็น” สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงลูกคือ “การเล่นกับลูก” ซึ่งการเล่นในที่นี้ไม่ใช่การยื่นแท็บเล็ตให้ลูกไปจิ้มเล่น แต่เป็นการเล่นแบบเข้าใจ โดย ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย อธิบายต่อว่า พ่อแม่จะต้องสังเกต และทำความเข้าใจพัฒนาการการเล่นของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเด็กแรกเกิดจะเล่นกับตัวเอง เล่นกับสิ่งรอบตัว เช่น การมองตุ๊กตาโมบาย ก็ถือเป็นการเล่น ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี เด็กจะเริ่มพัฒนาสู่การเล่นร่วมกับผู้อื่น ชอบเล่นนอกบ้าน เล่นทราย เล่นน้ำ ปั่นจักยานสามล้อ ต่อบล็อก วาดรูประบายสี ดูการ์ตูน เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เล่นได้ไม่นาน และเมื่อเด็กอยู่ในช่วง 4-5 ปี จะมีการเล่นในลักษณะร่วมมือกัน เช่น แบ่งบทบาทกันเป็นหมอ-คนไข้ และมีการสลับบทบาทกันเล่นด้วย และจะชอบเล่นสิ่งที่ชอบ สนุกและมีความสุขกับการเล่นสิ่งนั้น ๆ ได้เป็นเวลานานมากขึ้น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Categories: health news